เจาะลึกทัพกระทิงดุ ปรัชญา ‘เด ลา ฟวนเต้’ สู่สถิติไร้พ่าย 35 นัด และความหวังที่ชื่อ ‘ลามีน ยามาล’

‘ฟุตบอลสร้างจากคนดี’: ถอดรหัสความไร้เทียมทานของ ‘สเปน’ ยุค เด ลา ฟวนเต้ และการเจิดจรัสของ ลามีน ยามาล

ทีมชาติสเปน ภายใต้การกุมบังเหียนของ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ กำลังขยับเข้าใกล้ความยิ่งใหญ่ไปอีกขั้น… ทัพกระทิงดุกำลังลุ้นสร้างประวัติศาสตร์เป็นเพียงชาติที่ 4 ที่สามารถครอบครองทั้งถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกและแชมป์แห่งชาติยุโรปได้ในเวลาเดียวกัน (ตามรอย เยอรมันตะวันตก 1974, ฝรั่งเศส 2000 และ สเปนชุดตำนานปี 2010)

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของการคุมทีมชาติ เด ลา ฟวนเต้ พาทีมคว้าแชมป์ยูโรเมื่อสองปีก่อน และตอนนี้พาทีมทะลุเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ไปดวลกับ เบลเยียม ในวันศุกร์นี้ (โดยมี ฝรั่งเศส รออยู่ในรอบตัดเชือก) สถิติที่น่าทึ่งคือ เขาพ่ายแพ้เพียงแค่ 3 นัด นับตั้งแต่รับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2023 และกำลังอยู่ในช่วง ไร้พ่าย 35 นัดติดต่อกัน

บนโลกนี้มีโค้ชที่สร้างทีมด้วยแท็กติก และมีโค้ชที่สร้างทีมด้วยการบริหารคน… แต่ เด ลา ฟวนเต้ คือคนที่สามารถผสมผสานทั้งสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

‘ฟุตบอลคือกีฬาประเภททีม ที่สร้างขึ้นโดยคนดี’

หัวใจสำคัญในวิสัยทัศน์ของกุนซือวัย 65 ปีผู้นี้ คือความเชื่อที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง… คำว่า “คนดี” ในพจนานุกรมฟุตบอลของเขา ไม่ใช่แค่นามธรรมทางศีลธรรม แต่หมายถึง ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การสนับสนุนซึ่งกันและกัน ความไม่เห็นแก่ตัว มีวินัย และพร้อมเสียสละเพื่อส่วนรวม

“พวกเราที่เคยอยู่ในห้องแต่งตัวต่างรู้ดีว่า ‘การเป็นคนดี’ มีความหมายอย่างไร แทบทุกทีมมักจะมีนักเตะประเภทที่ตรงกันข้าม คือคนที่คอยทำลายความสามัคคี และเอาตัวเองเป็นที่ตั้งเสมอ” เด ลา ฟวนเต้ กล่าว

ประสบการณ์สอนให้เขารู้ว่า พรสวรรค์ที่ปราศจากความเสียสละมักจะไปได้ไม่ไกล ทีมชาติสเปนชุดนี้จึงถูกสร้างขึ้นจากนักเตะที่พร้อมจะ “ให้” ก่อนที่จะ “รับ” เสมอ

เอกลักษณ์ที่ชัดเจน: วิเคราะห์ง่ายที่สุด แต่เอาชนะยากที่สุด

ทีมที่เหลือรอดในฟุตบอลโลกครั้งนี้ล้วนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ “แนวคิดที่ชัดเจน” สเปนได้เปรียบตรงที่เอกลักษณ์ทางฟุตบอลของพวกเขาถูกพัฒนาและปลูกฝังมานานหลายสิบปี นักเตะและสตาฟฟ์ถูกเลือกเข้ามาเพราะเข้ากับระบบ ไม่ใช่การเปลี่ยนระบบเพื่อตามใจนักเตะ

เด ลา ฟวนเต้ เปรียบเสมือนผู้สืบทอดมรดกชิ้นนี้ ดังที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เคยกล่าวถึง โยฮัน ครัฟฟ์ ว่า “เขาไม่ได้สร้างวิหารแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ เขาแค่ทาสีมันใหม่เป็นครั้งคราว”

สิ่งที่ เด ลา ฟวนเต้ แต่งเติมให้กับสเปนยุคนี้:

  • ความยืดหยุ่นที่มากขึ้น
  • การเล่นจังหวะเปลี่ยนผ่าน (Transition) ที่ไหลลื่น
  • ความคาดเดายากในพื้นที่สุดท้าย
  • ความแข็งแกร่งและดุดันในเกมรับ

สต๊าฟฟ์โค้ชของทีมชาติโปรตุเกส ยอมรับหลังแพ้สเปนในรอบ 16 ทีมสุดท้ายว่า “สเปนคือทีมที่วิเคราะห์แนวทางได้ง่ายที่สุด แต่กลับเป็นทีมที่เอาชนะได้ยากที่สุด”

ความคุ้นเคยคือกุญแจสำคัญ เด ลา ฟวนเต้ คลุกคลีกับนักเตะชุดนี้มาตั้งแต่ระดับเยาวชนกว่า 10 ปี เขารู้วิธีรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ อย่างชาญฉลาด เมื่อเจอกับทีมอย่างอุรุกวัยที่พยายามยั่วยุ เขาเน้นย้ำให้นักเตะรักษาวินัย ควบคุมอารมณ์ เพราะสเปนมักจะแพ้เสมอเมื่อหลุดออกจากเอกลักษณ์การเล่นของตัวเอง

ช่วงเวลาของ ‘ลามีน ยามาล’

เมื่อพูดถึงความหวังใหม่ คงหนีไม่พ้น ลามีน ยามาล วันเดอร์คิดที่กลายเป็นโปสเตอร์บอยของทัวร์นาเมนต์นี้ การบริหารจัดการดาวรุ่งที่เพิ่งหายเจ็บกลับมาคือความท้าทายอันละเอียดอ่อน

“เราจัดการด้วยความใจเย็นและมอบความมั่นใจให้เขา เราตระหนักดีว่าเป้าหมายของเราคือช่วงเวลานี้ของทัวร์นาเมนต์ และเขาก็มุ่งมั่นเต็มที่ที่จะทำให้ฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นเวทีของเขา” เด ลา ฟวนเต้ อธิบาย

กุนซือกระทิงดุรู้ดีว่า ความยิ่งใหญ่ไม่ได้สร้างขึ้นในเกมเดียว แต่มันมาจาก “วุฒิภาวะ” นั่นเป็นเหตุผลที่เขามองว่า เกมที่ชนะโปรตุเกสคือแมตช์ที่สำคัญที่สุดในอาชีพของยามาล ไม่ใช่เพราะการโชว์ลีลากับลูกฟุตบอล แต่เป็นเพราะความทุ่มเทในการวิ่งไล่บอลเมื่อทีมเป็นฝ่ายตั้งรับ

“นี่คือช่วงเวลาของเขา… ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ต้องยิงให้ได้ 10 ประตู แต่คือช่วงเวลาที่ต้องแสดงความเด็ดขาดในแมตช์ที่ชี้เป็นชี้ตาย”

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ ชายผู้ใช้ชีวิตด้วยความมีระเบียบวินัยและความสม่ำเสมอ เขาพร้อมที่จะเดินหน้าสานต่อความฝันเดียวที่อยู่ในหัวตอนนี้ นั่นคือการพาทัพกระทิงดุกลับไปเถลิงบัลลังก์แชมป์โลกให้จงได้

Facebook
Twitter
LinkedIn
Telegram