เปิดตำนานอัซซูรี่: ย้อนรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ แชมป์ฟุตบอลโลก 4 สมัยของทีมชาติอิตาลี

‘ฟอร์ซา อิตาเลีย!’: ย้อนรอยความยิ่งใหญ่บนบัลลังก์แชมป์โลก 4 สมัยของทัพอัซซูรี่

หากพูดถึงมหาอำนาจแห่งวงการลูกหนังโลก “อัซซูรี่” ทีมชาติอิตาลี คือหนึ่งในชาติที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยดีกรีการคว้าแชมป์ ฟีฟ่า เวิลด์คัพ ถึง 4 สมัย (1934, 1938, 1982 และ 2006) เส้นทางสู่ดวงดาวของพวกเขาในแต่ละยุคสมัยนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราว การต่อสู้ และดราม่าที่น่าจดจำ

วันนี้เราจะพาไปย้อนรอยเส้นทางสู่แชมป์โลกทั้ง 4 สมัยของพวกเขากันครับ

1934: แชมป์โลกสมัยแรกบนแผ่นดินยุโรป

ฟุตบอลโลกปี 1934 ถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในทวีปยุโรป โดยอิตาลีรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลจาก เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำเผด็จการในยุคนั้น ที่ต้องการให้ทีมคว้าแชมป์ในบ้านให้ได้

อิตาลีเริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ด้วยความดุดัน ถล่ม สหรัฐอเมริกา ไปถึง 7-1 ซึ่งถือเป็นสถิติการยิงประตูมากที่สุดในนัดเดียวของพวกเขาในฟุตบอลโลกจนถึงปัจจุบัน ก่อนจะฝ่าด่านหินอย่าง สเปน และ ออสเตรีย เข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ท้ายที่สุด ขุนพลอัซซูรี่ก็ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวัง เอาชนะ เชโกสโลวาเกีย ไปได้ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุในกรุงโรม ผงาดคว้าแชมป์โลกสมัยแรกได้สำเร็จ

1938: ป้องกันแชมป์ก่อนไฟสงคราม

อีก 4 ปีต่อมา อิตาลีภายใต้การคุมทีมของกุนซือ วิตตอริโอ ปอซโซ่ (ผู้จัดการทีมคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่พาทีมคว้าแชมป์โลก 2 สมัยซ้อน) สร้างประวัติศาสตร์เป็นชาติแรกที่สามารถป้องกันแชมป์โลกไว้ได้

ในทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศฝรั่งเศส อิตาลีต้องผ่านเกมสุดหินตั้งแต่รอบแรกๆ โดยเฉพาะในรอบก่อนรองชนะเลิศที่ต้องเขี่ยเจ้าภาพอย่างฝรั่งเศสตกรอบ ก่อนจะทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปพบกับ ฮังการี ในกรุงปารีส นัดนี้ ซิลวิโอ ปิโอลา และ จิโน โคเลาซี่ เหมาทำคนละสองประตู ช่วยให้อิตาลีถล่มชนะไป 4-2 คว้าแชมป์สมัยที่สองมาครอง ก่อนที่ถ้วยจูลส์ ริเมต์ จะต้องหยุดพักการแข่งขันไปยาวนานจากผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สอง

1982: จากทีมไร้ฟอร์ม สู่แชมป์โลกสุดยิ่งใหญ่

ฟุตบอลโลกปี 1982 ที่ประเทศสเปน ถือเป็นทัวร์นาเมนต์แห่งความทรงจำ อิตาลีเริ่มต้นแบบกระท่อนกระแท่นในรอบแบ่งกลุ่มรอบแรก โดยเสมอรวดทั้ง 3 นัด (พบ โปแลนด์, เปรู และ แคเมอรูน) ผ่านเข้ารอบมาได้แบบหืดจับ จนไม่มีใครคาดคิดว่าพวกเขาจะไปถึงฝั่งฝัน

แต่เมื่อเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มรอบสอง อิตาลีต้องเจอกับ “กรุ๊ปออฟเดธ” ที่มีทั้ง บราซิล และ อาร์เจนตินา ทว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ! พวกเขาปราบอาร์เจนตินา 2-1 ก่อนจะไปทำศึกนัดประวัติศาสตร์กับ บราซิล ซึ่ง เปาโล รอสซี่ กองหน้าผู้เพิ่งพ้นโทษแบนจากคดีล้มบอล สวมบทฮีโร่กดแฮตทริกพาทีมชนะ 3-2 จากนั้นรอสซี่ก็ยิงต่อเนื่องในรอบรองฯ และรอบชิงชนะเลิศที่อิตาลีต้อนเอาชนะ เยอรมันตะวันตก ไป 3-1 คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 พร้อมกับที่รอสซี่คว้าตำแหน่งดาวซัลโวไปครองอย่างยิ่งใหญ่

2006: รวมใจฝ่าวิกฤต สู่บัลลังก์สมัยที่ 4

ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศเยอรมนี วงการฟุตบอลอิตาลีต้องเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่จากคดีอื้อฉาว “กัลโช่โปลี” ที่สโมสรยักษ์ใหญ่หลายแห่งถูกลงโทษอย่างหนัก แต่กลับกลายเป็นว่าวิกฤตครั้งนี้ได้หลอมรวมจิตใจของนักเตะทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียว

อิตาลีชุดนั้นเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและเขี้ยวลากดิน พวกเขาผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศไปเจอกับเจ้าภาพเยอรมนี ก่อนจะมาได้ 2 ประตูชัยในช่วงท้ายของการต่อเวลาพิเศษ ทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปพบกับ ฝรั่งเศส นัดชิงนัดนี้กลายเป็นตำนานจากเหตุการณ์ที่ ซีเนดีน ซีดาน เอาหัวโขกใส่ มาร์โก มาเตราซซี่ จนโดนใบแดงไล่ออก ก่อนที่เกมจะยืดเยื้อไปถึงการดวลจุดโทษ และเป็นอิตาลีที่ยิงเข้าเป้าครบทั้ง 5 คน ปิดท้ายด้วยลูกยิงของ ฟาบิโอ กรอสโซ่ ส่งให้อัซซูรี่คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 มาครองได้อย่างสวยงาม

Facebook
Twitter
LinkedIn
Telegram