‘เสียงคำรามของไวกิ้ง และรอยน้ำตาของแซมบ้า’: ฮาลันด์ ซัดเบิ้ลส่ง นอร์เวย์ ดับฝัน บราซิล 2-1
ฟุตบอลมักมีวิธีเขียนบทละครที่คาดไม่ถึงเสมอ… ในค่ำคืนที่ความพลิ้วไหวแบบฉบับอเมริกาใต้ ต้องมาปะทะกับความดุดันและเด็ดขาดจากสแกนดิเนเวีย ท้ายที่สุดแล้ว เป็น “ทีมชาตินอร์เวย์” ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ทะลุเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรก หลังเฉือนชนะ ทีมชาติบราซิล ไปด้วยสกอร์ 2-1
ชัยชนะครั้งนี้เปรียบเสมือนการส่งทัพเซเลเซากลับบ้าน พร้อมตอกย้ำอาถรรพ์อันน่าเจ็บปวด เมื่อบราซิลต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ในรอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลกต่อทีมจากทวีปยุโรป เป็นเกมที่ 7 ติดต่อกัน
จุดเปลี่ยนที่พลาดพลั้ง และปราการหลังชื่อ ‘นือลันด์’
เริ่มเกมมาได้เพียง 10 นาที บราซิลมีโอกาสทองที่จะกุมความได้เปรียบ เมื่อ คริสตอฟเฟอร์ อาเยอร์ เข้าสกัด มาเธอุส คุนญ่า พลาดในกรอบเขตโทษ แม้ผู้ตัดสินในตอนแรกจะปล่อยผ่าน แต่หลังจากการเช็ก VAR จุดโทษก็ถูกมอบให้กับบราซิล
ทว่า บรูโน่ กิมาไรส์ กลับยิงจุดโทษไปติดเซฟของ ออร์ยาน นือลันด์ ผู้รักษาประตูนอร์เวย์ ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดทั้งเกม ปฏิเสธลูกยิงของแนวรุกบราซิลครั้งแล้วครั้งเล่า และกลายเป็นรากฐานแห่งความมั่นใจให้กับทัพไวกิ้ง
ทางฝั่งนอร์เวย์เองก็มีโอกาสตอบโต้ มาร์ติน โอเดการ์ด สร้างความปั่นป่วนให้แนวรับบราซิลได้หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถผ่านมือของ อลิสซอน เบ็คเกอร์ นายทวารระดับเวิลด์คลาสที่ป้องกันจังหวะอันตรายเอาไว้ได้ด้วยสัญชาตญาณ
ศึกแห่งศักดิ์ศรี: ‘ฮาลันด์’ ปะทะ ‘กาเบรียล’
ไฮไลต์ที่แฟนบอลทั่วโลกจับตามอง คือการดวลกันของคู่ปรับจากเวทีพรีเมียร์ลีก ระหว่าง เออร์ลิง ฮาลันด์ และ กาเบรียล มากัลเญส
ตลอดครึ่งแรก กาเบรียล ทำหน้าที่ปิดตายฮาลันด์ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ในเกมที่อึดอัด กองหน้าระดับโลกต้องการพื้นที่เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น ในนาทีที่ 79 จากลูกครอสสุดแม่นยำของ อันเดรียส เชลเดรุป ตัวสำรองที่ลงมาป่วนทางฝั่งซ้าย ฮาลันด์ ใช้ความแข็งแกร่งทางร่างกายเอาชนะกาเบรียลในจังหวะขึ้นโหม่ง และส่งบอลตุงตาข่ายอย่างเด็ดขาด นอร์เวย์ออกนำ 1-0
โมเมนตัมเทไปทางฝั่งนอร์เวย์อย่างสมบูรณ์ ฮาลันด์มาบวกลูกที่สองของตัวเองในเกมนี้ ด้วยการยิงลอดขา ดานิโล่ ผ่านมืออลิสซอนเข้าไป เป็นประตูที่ 7 ของเขาในทัวร์นาเมนต์ ขยับขึ้นไปทาบสถิติดาวซัลโวร่วมกับ คีเลียน เอ็มบัปเป้ และ ลิโอเนล เมสซี่ ได้สำเร็จ
บราซิลภายใต้การคุมทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ พยายามแก้เกมด้วยการส่ง เอ็นดริก กองหน้าดาวรุ่งลงมา แต่เจ้าตัวกลับพลาดโอกาสทองจากการหลุดเดี่ยวไปอย่างน่าเสียดาย
แม้ว่า เนย์มาร์ จะมาซัดจุดโทษตีไข่แตกในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 100 (ทำให้เขากลายเป็นนักเตะบราซิลคนที่สองต่อจาก เปเล่ ที่ทำประตูในฟุตบอลโลกได้ถึง 4 สมัย) แต่มันก็สายเกินไปที่จะกอบกู้สถานการณ์
สิ้นเสียงนกหวีด แข้งนอร์เวย์วิ่งลงสู่สนามเพื่อเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์หน้าใหม่ พวกเขาจะเดินทางไปที่ไมอามี่ในสัปดาห์หน้าเพื่อทำศึกรอบ 8 ทีมสุดท้าย… ในขณะที่บราซิล แชมป์โลก 5 สมัย ต้องกลับไปตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง ว่าพวกเขาจะต้องรอคอยความสำเร็จที่ห่างหายไปนานนี้ ไปอีกนานแค่ไหน



