เจาะลึกความพ่ายแพ้ ‘อังกฤษ’ ปัญหาคือแท็กติก ‘ทูเคิ่ล’ หรือโรคเก่าสไตล์ผู้ดี?

‘ดีเอ็นเอ’ ที่แก้ไม่หาย? วิเคราะห์เจาะลึกแท็กติก ทัพสิงโตคำราม เมื่อ ‘ทูเคิ่ล’ ก็เปลี่ยนสไตล์อังกฤษไม่ได้

ตอนที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษแต่งตั้ง โธมัส ทูเคิ่ล เข้ามาคุมทีม คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เขาจะบริหารทีมด้วยสไตล์โค้ชต่างชาติขนานแท้ หรือจะถูกกลืนกินให้กลายเป็นโค้ชสไตล์อังกฤษเหมือนคนก่อนๆ?

ในอดีต สเวน-โกรัน อีริคส์สัน และ ฟาบิโอ คาเปลโล่ สุดท้ายก็เลือกเล่นแผน 4-4-2 สไตล์ดั้งเดิม ทูเคิ่ลถูกคาดหวังว่าจะนำความซับซ้อนทางแท็กติกจากเยอรมนีและความเข้าใจฟุตบอลผู้ดีจากสมัยคุมเชลซีมาผสมผสานกัน แต่ท้ายที่สุด อังกฤษก็กระเด็นตกรอบฟุตบอลโลก 2026 ด้วยรูปแบบเดิมๆ ที่เราเคยเห็นในบอลโลก 2018 และ ยูโร 2020… นั่นคือ เริ่มต้นอย่างดุดัน ได้ประตูขึ้นนำ ถอยไปตั้งรับ และพ่ายแพ้ในที่สุด

หลายคนชี้เป้าไปที่การเปลี่ยนตัวเน้นรับของทูเคิ่ลในเกมที่แพ้ อาร์เจนตินา 2-1 ว่าเป็นต้นเหตุ แต่เพื่อความยุติธรรม นี่คือบทวิเคราะห์อีกมุมหนึ่งว่าทำไมเหตุการณ์ถึงออกมาเป็นเช่นนั้น

ถอยลึกเพราะแท็กติก หรือเพราะ ‘หมดแรง’?

ประการแรก อังกฤษเริ่มถอยร่นลงไปรับลึก “ก่อน” ที่ทูเคิ่ลจะขยับเปลี่ยนตัวเสียอีก สิ่งนี้อาจไม่ใช่การตัดสินใจทางแท็กติกโดยเจตนา แต่นักเตะมีอาการเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด จากการวิ่งเพรสซิ่งแดนบนอย่างหนักในช่วงต้นเกม บวกกับผลกระทบจากเกมที่สูบพลังสุดๆ ในรอบก่อนหน้าที่เม็กซิโกซิตี้และไมอามี

เมื่ออังกฤษอ่อนแรง อาร์เจนตินาก็เริ่มเดินเครื่อง ลิโอเนล สกาโลนี่ แก้เกมด้วยการส่ง นิโก้ กอนซาเลซ ปีกซ้ายธรรมชาติ ลงมาแทน เลอันโดร ปาเรเดส กองกลางตัวรับ การเพิ่มความกว้างของสนามเปลี่ยนโมเมนตัมของเกมทันที กอนซาเลซ ทะลวงพื้นที่ด้านหลังแบ็กขวาอังกฤษถึงสองครั้งในเวลาเพียง 5 นาที

เพื่อรับมือกับปีกรายนี้ แอนโธนี่ กอร์ดอน และ มอร์แกน โรเจอร์ส ต้องถอยลงมาช่วยซ้อนจนแนวรับอังกฤษกลายเป็นแผงแบ็กซิกซ์ (Back 6) โดยปริยาย

การแก้เกมที่เน้น ‘รักษาสกอร์ 1-0’

เมื่อสถานการณ์บีบบังคับ ทูเคิ่ลจึงตัดสินใจถอดกอร์ดอนออกในนาทีที่ 72 แล้วส่ง เอซรี่ คอนซ่า กองหลังตัวกลางลงมา เพื่อปรับไปเล่นหลัง 5 อย่างเป็นทางการ

“เราต้องการแผงหลัง 5 คนเพื่อปิดช่องว่างจากการเปิดบอล และเพิ่มความกว้าง เพราะพวกเขาเล่นด้วยปีกสองคนและกองหน้าสองคน” ทูเคิ่ล อธิบายหลังเกม

แต่ปัญหาต่อมาคือ จู๊ด เบลลิงแฮม ที่ต้องขยับมาเล่นฝั่งซ้ายของแดนกลาง เริ่มหมดพลังงานที่จะวิ่งไล่ปิดพื้นที่ ทำให้โซนนี้เปิดกว้าง ลิโอเนล เมสซี่ เริ่มเข้ามาป้วนเปี้ยน และ โรดริโก้ เด ปอล ก็ได้จังหวะครอสบอลอันตรายหลายครั้ง นำไปสู่การโหม่งชนเสาของ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์

อาการบาดเจ็บ และฟางเส้นสุดท้าย

การเปลี่ยนตัวหลังจากนั้นของทูเคิ่ล เป็นสถานการณ์ที่ถูกบังคับ:

  • รีซ เจมส์ มีอาการเจ็บต้นขา ต้องส่ง แดน เบิร์น ลงมาแทน
  • ดีแคลน ไรซ์ ที่ป่วยมาทั้งสัปดาห์ฝืนเล่นต่อไม่ไหว ทูเคิ่ลจึงส่ง นิโก้ โอเรลลี่ย์ ลงมาช่วยแพ็กเกมรับฝั่งซ้าย

สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ทูเคิ่ล ทุ่มหมดหน้าตักเพื่อรักษาสกอร์ 1-0 เขาไม่ได้เก็บตัวรุกสวนกลับไว้บนสนามเลยเพื่อลดความกดดัน และเมื่ออาร์เจนตินาเจาะประตูตีเสมอ 1-1 จากลูกเตะมุมสั้นของ เอ็นโซ่ เฟอร์นานเดซ ได้สำเร็จ อังกฤษที่ถอยร่นไปหมดแล้วก็แทบจะหาทางกลับมาบุกไม่ได้อีก

ประตูชัยของอาร์เจนตินาในช่วงทดเจ็บก็มาจากจังหวะที่นักเตะอังกฤษชะงัก จอห์น สโตนส์ ที่เพิ่งเจ็บศีรษะกระโดดโหม่งสกัดไม่ขาด และ เจด สเปนซ์ ที่เพิ่งเจ็บก็พุ่งออกไปบล็อกไม่ทัน ก่อนที่ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ จะโขกตุงตาข่าย (จากจังหวะที่ โอเรลลี่ย์ พยายามบีบให้เมสซี่เปิดด้วยเท้าขวา แต่เมสซี่ดันเปิดด้วยขวาได้อย่างแม่นยำ)

หรือนี่คือ ‘โรคประจำตัว’ ของฟุตบอลอังกฤษ?

หลังเกม ทูเคิ่ล ยอมรับว่า “เราไม่แข็งแกร่งพอในการปะทะ… มันไม่ใช่เรื่องของโครงสร้าง แต่เราเล่นกันเฉื่อยชาเกินไป และเราก็ถูกลงโทษ”

แน่นอนว่าการเปลี่ยนตัวของทูเคิ่ลมีส่วนต้องรับผิดชอบ ที่ทำให้ทีมไร้พิษสงในการสวนกลับ แต่ท้ายที่สุดแล้ว… นี่คือสิ่งที่ทีมชาติอังกฤษมักจะเป็นเสมอ

หากมองย้อนกลับไปในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อังกฤษมักจะขึ้นนำก่อนเสมอในเกมรอบน็อกเอาต์ที่พวกเขาต้องกระเด็นตกรอบ:

  • ปี 1996 พบ เยอรมนี
  • ปี 1998 พบ อาร์เจนตินา
  • ปี 2002 พบ บราซิล
  • ปี 2004 พบ โปรตุเกส
  • ปี 2016 พบ ไอซ์แลนด์
  • ปี 2018 พบ โครเอเชีย
  • ปี 2021 พบ อิตาลี

ทีมชาติอังกฤษมักจะเริ่มต้นได้ดีเยี่ยมด้วยพลังงานที่ล้นเหลือ แต่หลังจากนั้นก็จะถูกต้อนให้ถอยร่น และยอมรับแรงกดดันมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเพราะความเหนื่อยล้า, ความไร้เดียงสาทางแท็กติก หรือความไม่สามารถในการครองบอลเมื่อถูกเพรสซิ่งหนักๆ

ทูเคิ่ลเคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่ได้มาเพื่อ “เปลี่ยนตัวตน” ของฟุตบอลอังกฤษ แต่ต้องการสร้างแพลตฟอร์มให้นักเตะแสดงศักยภาพในการเล่นเกมรุกดุดัน แต่ปัญหาคือ เขาไม่สามารถทำให้นักเตะรักษาสไตล์นั้นไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อมีโค้ชต่างชาติเข้ามาคุมทีมชาติอังกฤษ มันมักจะไม่ใช่เรื่องของการที่นักเตะปรับตัวเข้าหาความต้องการของโค้ช… แต่มันคือการที่ “โค้ชต้องยอมจำนนและปรับตัวให้เข้ากับนิสัยการเล่นเดิมๆ ของนักเตะอังกฤษ” ต่างหาก

Facebook
Twitter
LinkedIn
Telegram