‘ปาฏิหาริย์ 6 นาทีดับฝันสิงโต’: เมสซี่ แผลงฤทธิ์พาอาร์เจนตินา พลิกนรกเชือด อังกฤษ ทะลุชิงบอลโลก 2026!
ในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความดุเดือดและรอยแค้นทางประวัติศาสตร์ ลิโอเนล เมสซี่ และผองเพื่อนทีมชาติอาร์เจนตินา ได้สร้างปาฏิหาริย์ในช่วงเวลาเพียง 6 นาที 24 วินาที พลิกกลับมาเอาชนะทีมชาติอังกฤษไปแบบสุดช็อก 2-1 ทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศศึกฟุตบอลโลก 2026 ไปพบกับทีมชาติสเปนได้สำเร็จ
อังกฤษ ดูเหมือนจะก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1966 เมื่อพวกเขาได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจาก แอนโธนี่ กอร์ดอน ในนาทีที่ 55 แต่หลังจากนั้น การตัดสินใจถอยไปตั้งรับลึกของทัพสิงโตคำราม กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้ทัพฟ้าขาวเดินหน้าบดขยี้
ก่อนที่ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นในนาทีที่ 85 เมื่อ เอ็นโซ่ เฟอร์นานเดซ ปั่นโค้งสุดสวยตีเสมอได้สำเร็จ และในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 2 เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ตัวสำรองทีเด็ด ก็โหม่งประตูชัยส่งอังกฤษกลับบ้านเกิด โดยทั้งสองประตูมาจากฝีเท้าการแอสซิสต์ของกัปตันทีมอย่าง ลิโอเนล เมสซี่
เมสซี่ และภารกิจป้องกันแชมป์โลก
ในช่วง 80 นาทีแรก เมสซี่แทบจะแผลงฤทธิ์ไม่ออก เขาถูกแนวรับอังกฤษจัดการได้อย่างอยู่หมัด มีภาพที่เขาต้องวิ่งไล่กวดบอลแข่งกับดาวรุ่งที่เด็กกว่าถึง 18 ปีอย่าง นิโก้ โอเรลลี่ย์ จนดูเหนื่อยล้า หลายคนเริ่มคิดว่าการเดินทางป้องกันแชมป์โลกของเขาอาจจะจบลงที่ตรงนี้
แต่แล้ว “ความมหัศจรรย์” ก็บังเกิด เมื่ออังกฤษถอยร่น เมสซี่ได้พื้นที่ว่างหน้ากรอบเขตโทษมากขึ้น เขาเป็นคนดึงตัวประกบแล้วจ่ายให้เอ็นโซ่ส่องไกลตีเสมอ ก่อนจะใช้เท้าขวา (ที่ไม่ถนัด) เปิดบอลอย่างแม่นยำให้เลาตาโร่โขกประตูชัย
สถิติ 2 แอสซิสต์ในเกมนี้ ทำให้เมสซี่สร้างสถิติใหม่ เป็นผู้ทำแอสซิสต์สูงสุดตลอดกาลในฟุตบอลโลกที่ 65 ครั้งไปแล้วเรียบร้อย!
‘ทูเคิ่ล’ กับแท็กติกอุดแหลกที่ผิดพลาด?
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้อาจเจ็บปวดยิ่งกว่าปี 1990 หรือ 2018 เพราะอังกฤษกุมความได้เปรียบไว้ทั้งหมดแล้ว พวกเขารับมือกับความเกรี้ยวกราดของอาร์เจนตินาได้ดี และดูแข็งแกร่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการตัดสินใจของ โธมัส ทูเคิ่ล ที่สั่งให้ลูกทีมปรับมาเล่นระบบ 5-4-1 ถอยลงไปตั้งรับลึกหลังช่วงพักดื่มน้ำ (Hydration break) ในครึ่งหลัง การเชิญชวนให้อาร์เจนตินาบุกใส่ฝ่ายเดียว คือการฆ่าตัวตายชัดๆ และแน่นอนว่า ทูเคิ่ล จะต้องตกเป็นเป้าโจมตีอย่างหนักจากการวางแท็กติกที่เน้นรับมากเกินไปในครั้งนี้
สงครามบนผืนหญ้า และรอยแค้นฟอล์กแลนด์
เกมนี้ดุเดือดตั้งแต่ก่อนเขี่ยบอล เสียงโห่ร้องดังลั่นกลบเพลงชาติอังกฤษ (God Save the King) จนมิด สะท้อนถึงความแค้นที่ฝังลึกจากสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ในปี 1982
เริ่มเกมมาไม่ถึง 2 นาที เอ็นโซ่ เฟอร์นานเดซ ก็เอาท่อนแขนฟาดเข้าที่หลังศีรษะของ เอลเลียตต์ แอนเดอร์สัน ก่อนที่มิดฟิลด์อังกฤษจะมาเอาคืนในอีก 8 นาทีต่อมา เกมในช่วง 30 นาทีแรกเต็มไปด้วยการเข้าปะทะหนักหน่วง มีการทำฟาวล์ถึง 12 ครั้ง และไม่มีการง้างเท้ายิงเลยแม้แต่ครั้งเดียว! ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของฟุตบอลโลกตั้งแต่ปี 1966 เลยทีเดียว
ขณะที่ อิสมาอิล เอลฟัธ ผู้ตัดสินชาวอเมริกัน ก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม เขาพยายามควบคุมอารมณ์นักเตะโดยไม่งัดใบเหลืองออกมาแจกพร่ำเพรื่อในช่วงแรก ก่อนจะคุมเกมได้อยู่หมัดในครึ่งหลัง และไม่มีข้อกังขาใดๆ ในการตัดสิน
บทสรุปของค่ำคืนอันบ้าคลั่ง อาร์เจนตินา ภายใต้การนำทัพของเมสซี่ จะได้เดินหน้าเข้าไปป้องกันแชมป์โลกกับ สเปน ที่เมตไลฟ์ สเตเดียม ในวันอาทิตย์นี้ ขณะที่ อังกฤษ ต้องชอกช้ำหล่นไปชิงอันดับ 3 กับ ฝรั่งเศส ในวันเสาร์ต่อไป


