‘The Last Dance’ ที่ไม่มีวันจบ! เจาะลึกความมหัศจรรย์ ‘เมสซี่’ วัย 39 ปี แบกอาร์เจนตินาทะลุชิงฟุตบอลโลก 2026

‘ระบำอำลาที่ปฏิเสธจะจบลง’: มาสเตอร์คลาสของ ลิโอเนล เมสซี่ และการเดินทางสู่รอบชิงฯ ฟุตบอลโลก 2026

นัดชิงชนะเลิศในปี 2022 ถูกลิขิตให้เป็น “เวทีสุดท้าย” ของ ลิโอเนล เมสซี่ ในศึกฟุตบอลโลก… แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังเคยลั่นวาจาเอาไว้เช่นนั้น

“ผมมีความสุขมากที่ได้ปิดฉากการเดินทางในฟุตบอลโลกด้วยนัดชิงชนะเลิศ” เมสซี่ กล่าวไว้หลังพาอาร์เจนตินาถล่มโครเอเชีย 3-0 เมื่อเดือนธันวาคม 2022

แต่ใครจะไปเชื่อว่า 4 ปีต่อมา ในวัย 39 ปี กัปตันทีมร่างเล็กหมายเลข 10 คนนี้ จะยังคงสวมปลอกแขน ยืนตระหง่าน และคอยบัญชาการเกมรุกให้กับทัพ “ฟ้า-ขาว” ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ราวกับว่ากาลเวลาไม่เคยพรากเวทมนตร์ไปจากปลายสตั๊ดของเขาได้เลย

ชายผู้ทุบทุกสถิติแห่งโลกลูกหนัง

ในวันอาทิตย์นี้ เมสซี่ จะสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้เล่นเอาต์ฟิลด์ (ตำแหน่งที่ไม่ใช่ผู้รักษาประตู) ที่อายุมากที่สุดที่ได้ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกชาย ด้วยวัย 39 ปี 25 วัน (เป็นรองเพียง ดีโน่ ซอฟฟ์ นายทวารอิตาลีวัย 40 ปี ในปี 1982)

และจากฟอร์มอันร้อนแรงของเขา มีโอกาสสูงมากที่เขาจะทำลายสถิติของ นิลส์ ลีดโฮล์ม (35 ปี 264 วัน) ในการเป็น “ผู้ทำประตูที่อายุมากที่สุดในนัดชิงชนะเลิศ” นอกจากนี้ เกมนัดนี้ยังเป็นการลงสนามในฟุตบอลโลกนัดที่ 34 ของเขา ทิ้งห่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คู่ปรับตลอดกาลไปถึง 7 นัด

แต่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ ปัจจุบัน เมสซี่ ได้สถาปนาตนเองเป็น “ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลก” ด้วยจำนวน 21 ประตู ก้าวข้ามสถิติ 16 ประตูของ มิโรสลาฟ โคลเซ่ ไปอย่างยิ่งใหญ่ และยังแซงหน้าสถิติแอสซิสต์ของ ดิเอโก้ มาราโดน่า ไปแล้วที่ 12 ครั้งอีกด้วย

‘เดอะ แบก’ แห่งทัพฟ้า-ขาว

เช่นเดียวกับปี 2022 เมสซี่ แทบจะแบกความหวังของคนทั้งชาติไว้บนบ่า เขาเข้าไปมีส่วนร่วม (ยิง 8 แอสซิสต์ 4) ถึง 12 ประตู จากทั้งหมด 19 ประตู ที่อาร์เจนตินาทำได้ในทัวร์นาเมนต์นี้ (คิดเป็น 63%)

เขาสร้างโอกาสและง้างเท้ายิงรวมกันถึง 59 ครั้ง (ยิง 34 สร้างโอกาส 25) ซึ่งมากกว่าเพื่อนร่วมทีมคนรองลงมาอย่าง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ (18 ครั้ง) ถึงกว่า 40 ครั้ง! นับตั้งแต่ยุคของมาราโดน่าในปี 1986 ก็ไม่เคยมีทัวร์นาเมนต์ไหนที่อาร์เจนตินาต้องพึ่งพานักเตะเพียงคนเดียวมากขนาดนี้มาก่อน

อัจฉริยะผู้ควบคุมพื้นที่และเวลา

จุดเด่นที่ทำให้เมสซี่ในวัย 39 ปียังคงอันตรายสุดขีด ไม่ใช่ความเร็ว แต่คือ “ความฉลาดในการอ่านเกม”

ในรอบรองชนะเลิศที่โกงความตายพลิกแซง ทีมชาติอังกฤษ เมสซี่อาศัยความผิดพลาดทางแท็กติกของ โธมัส ทูเคิ่ล แฝงตัวเข้าไปในพื้นที่อันตรายในช่วง 30 นาทีสุดท้าย ก่อนจะแผลงฤทธิ์ด้วยการจ่าย 2 แอสซิสต์สุดคลาสสิก (จ่ายสั้นให้ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ และครอสด้วยเท้าขวาข้างถนัดน้อยกว่าให้ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ โขกประตูชัย)

ความอัจฉริยะของเมสซี่คือการค่อยๆ ซึมซับและแทรกซึมเข้าสู่เกม ใน 3 นัดหลังสุด เขามีสถิติสัมผัสบอลในครึ่งแรกเพียง 88 ครั้ง แต่กลับเพิ่มขึ้นเป็น 200 ครั้งในช่วงครึ่งหลัง (และต่อเวลา) เขาชอบเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่แดนกลางที่แออัด ไปหาพื้นที่ว่างริมเส้น ก่อนจะวาดลวดลายโจมตีในจังหวะที่คู่แข่งเผลอ

และที่สำคัญ พื้นที่ทำการสุดอันตรายของเขา หรือ ‘Zone 14’ (พื้นที่ตรงกลางหน้ากรอบเขตโทษ) ยังคงเป็นลานประหารที่เขาใช้ทำลายล้างคู่แข่ง โดย 47% ของโอกาสยิงทั้งหมดของเขาในทัวร์นาเมนต์นี้ เกิดขึ้นในบริเวณนี้

ตอนจบที่สมบูรณ์แบบ?

นับตั้งแต่ย้ายออกจาก บาร์เซโลน่า สโมสรที่เขาค้าแข้งมา 17 ปี และซัดไป 672 ประตู ในเดือนพฤษภาคม 2021 ดูเหมือนว่าเมสซี่จะหันมาทุ่มเทโฟกัสทั้งหมดให้กับทีมชาติอย่างเต็มเปี่ยม

ผลลัพธ์คือ อาร์เจนตินา ผงาดคว้าแชมป์ โคปา อเมริกา (2021, 2024) และ ฟุตบอลโลก (2022) และหากวันอาทิตย์นี้พวกเขาคว้าชัยได้สำเร็จ มันจะเป็นการคว้าแชมป์เมเจอร์ระดับนานาชาติ 4 รายการติดต่อกัน!

มันช่างเป็นเรื่องที่กวีลูกหนังต้องจดจารึก เมื่อเวทีสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลกของเมสซี่ จะเป็นการดวลกับ “สเปน” ประเทศที่ฟูมฟักและเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองที่เขารักและผูกพันมาค่อนชีวิต

หลายคนเคยปรามาสว่า การย้ายไปเล่นใน เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ (MLS) จะทำให้ฟอร์มของเขาดร็อปลง แต่พวกเขาคิดผิด… เมสซี่วัย 39 ปี ยังคงทรงอิทธิพลและสร้างผลกระทบต่อเกมได้เท่ากับช่วงพีคของเขา เพียงแค่เขาทำมันในรูปแบบที่ชาญฉลาดขึ้น

ความจริงแล้ว เมสซี่ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรอีกต่อไปเพื่อตอกย้ำว่าเขาคือ “นักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล” …แต่ด้วยหัวใจที่รักในเกมลูกหนัง ชายคนนี้ก็พร้อมที่จะลงไปร่ายมนตร์ให้โลกตะลึงอีกครั้ง ในระบำอำลาที่ไม่มีวันจบสิ้น.

Facebook
Twitter
LinkedIn
Telegram