ศึกนอกสนาม! ‘สเปน’ ชน ‘โมร็อกโก’ เปิดศึกแย่งสิทธิ์จัดนัดชิงฟุตบอลโลก 2030

‘สังเวียนศักดิ์สิทธิ์ หรือความยิ่งใหญ่แห่งใหม่’: สเปน-โมร็อกโก กับศึกชิงดำเจ้าภาพนัดชิงบอลโลก 2030

ควันหลงจากนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ที่สเปนเฉือนชนะอาร์เจนตินา 1-0 จากประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษของ เฟร์ราน ตอร์เรส ยังคงอบอวลอยู่ในหัวใจแฟนบอล แต่ในโลกของการบริหารฟุตบอล การแข่งขันระดับชาติครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว… และคราวนี้มันคือ “ศึกนอกสนาม” เพื่อแย่งสิทธิ์ในการจัดการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2030

ฟุตบอลโลก 2030 จะเป็นทัวร์นาเมนต์ประวัติศาสตร์ที่จัดขึ้นใน 3 ประเทศหลัก ได้แก่ สเปน, โปรตุเกส และ โมร็อกโก (รวมถึงการฉลองครบรอบ 100 ปี ด้วยการเตะ 3 นัดแรกใน อุรุกวัย, อาร์เจนตินา และ ปารากวัย) แต่คำถามที่ดุเดือดที่สุดในตอนนี้คือ… “ใครจะได้สิทธิ์จัดเกมนัดชิงชนะเลิศ?”

‘เบร์นาเบว’ ตำนานที่รอการสานต่อ

สำหรับสเปน สหพันธ์ฟุตบอลสเปน (RFEF) วางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่า ซานติอาโก้ เบร์นาเบว รังเหย้าของเรอัล มาดริด คือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุด

เบร์นาเบวไม่ใช่แค่สนามฟุตบอล แต่มันคือ “วิหารศักดิ์สิทธิ์” ที่เคยผ่านการจัดนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกมาแล้วเมื่อปี 1982 รวมถึงนัดชิงแชมป์ยุโรปและแชมเปี้ยนส์ลีก ล่าสุดสนามแห่งนี้เพิ่งทุ่มทุนกว่า 1.5 พันล้านยูโร ปรับปรุงครั้งใหญ่ให้กลายเป็นสเตเดียมสุดล้ำแห่งอนาคต

สเปนเชื่อมั่นว่า ด้วยสถานะประเทศมหาอำนาจลูกหนัง (ที่เพิ่งคว้าแชมป์โลกมาหมาดๆ) และประสบการณ์การจัดงานระดับโลก เบร์นาเบวควรจะได้เป็นสังเวียนปิดท้ายทัวร์นาเมนต์นี้

‘โมร็อกโก’ ทุ่มหมดหน้าตักเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ใหม่

แต่เกมนี้ไม่ง่าย เพราะ โมร็อกโก ไม่ได้มาเล่นๆ รัฐบาลของพวกเขาทุ่มงบกว่า 1 พันล้านยูโร เพื่อสร้าง ‘สต๊าด ฮัสซัน เดอซ์’ (Stade Hassan II) ใกล้กับเมืองคาซาบลังก้า ซึ่งจะเป็นอภิมหาสเตเดียมแห่งใหม่ที่มีความจุระดับ 115,000 ที่นั่ง!

“เรารู้ว่าเบร์นาเบวคือวิหารแห่งฟุตบอล แต่มันตั้งอยู่กลางเมืองและสร้างเสร็จไปแล้ว ในขณะที่ สต๊าด ฮัสซัน เดอซ์ คือของใหม่ทั้งหมด เราสามารถปรับแต่งทุกอย่างให้ตรงกับความต้องการของฟีฟ่าได้แบบ 100%” ยาสเซอร์ ซูสซี่ ผู้อำนวยการหน่วยงานก่อสร้างของโมร็อกโกกล่าว

การผลักดันครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก กษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 6 และประธานสหพันธ์ฟุตบอลโมร็อกโก ฟูซี่ เลคจา (Fouzi Lekjaa) ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมและแนบแน่นกับ จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า โดยโมร็อกโกชูประเด็นเรื่อง “ความยุติธรรม” ว่าทวีปแอฟริกาเพิ่งเคยจัดนัดชิงฟุตบอลโลกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น (แอฟริกาใต้ ปี 2010)

รอยร้าวภายใน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สถานการณ์ของสเปนกลับถูกบั่นทอนด้วยปัญหาภายใน องค์กร RFEF ยังคงระส่ำระสายจากยุคของ หลุยส์ รูเบียเลส และประธานคนปัจจุบันอย่าง ราฟาเอล ลูซาน ก็ยังไม่มีบารมีในเวทีนานาชาติมากพอ ยิ่งไปกว่านั้น การที่ ฆาเบียร์ เตบาส ประธานลาลีกา ออกมาโจมตีฟีฟ่าอย่างหนักหลังสเปนคว้าแชมป์โลก ก็ยิ่งทำให้โอกาสของสเปนสั่นคลอน

อีกหนึ่งตัวแปรที่น่าสนใจคือเรื่องของการเมืองโลก มีข่าวลือว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีความขัดแย้งกับ เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน (ในประเด็นการเมืองระหว่างประเทศอย่าง นาโต้ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง) อาจใช้อิทธิพลสนับสนุนให้โมร็อกโก ซึ่งเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นกว่าของสหรัฐฯ ได้สิทธิ์นี้ไปครอง

บทสรุปอยู่ในมือ ‘ฟีฟ่า’

ท้ายที่สุด การตัดสินใจทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับบอร์ดบริหารระดับสูงของฟีฟ่า โดยเฉพาะ จานนี่ อินฟานติโน่ ซึ่งการมีสองตัวเลือกที่แข็งแกร่ง ย่อมทำให้ฟีฟ่ามีอำนาจต่อรองที่สูงขึ้น

แม้สเปนจะมีไพ่ตายอย่าง ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานเรอัล มาดริด ที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับอินฟานติโน่ แต่การทุ่มทุนสร้างแบบไร้ขีดจำกัดของโมร็อกโกก็เป็นสิ่งที่ฟีฟ่ายากจะปฏิเสธ…

บทสรุปของศึกนอกสนามครั้งนี้จะจบลงที่ความขลังของ “เบร์นาเบว” หรือความยิ่งใหญ่แห่งใหม่ที่ “คาซาบลังก้า” เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด!

Facebook
Twitter
LinkedIn
Telegram