เจาะดราม่าฟีฟ่า: ทูเคิ่ล เดือด! จวกยับยกเลิกแบน ‘บาโลกัน’ จี้ถามความยุติธรรมหลังอังกฤษสังเวย ‘ควอนซาห์’

‘รอยด่างพร้อยแห่งกฎกติกา’: ทูเคิ่ล จวก ฟีฟ่า สองมาตรฐาน ยกเลิกแบน ‘บาโลกัน’ ค้านสายตาชาวโลก

ฟุตบอลคือกีฬาที่สวยงามเพราะเราอยู่ภายใต้ “กฎกติกา” เดียวกัน… แต่เมื่อใดก็ตามที่กฎนั้นถูกบิดเบือนหรือมีข้อยกเว้นสำหรับใครบางคน ความศรัทธาบนผืนหญ้าก็ย่อมสั่นคลอน

ในศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังเข้มข้น ประเด็นร้อนนอกสนามที่กำลังกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือการตัดสินใจแบบช็อกโลกของ ฟีฟ่า (FIFA) ที่ประกาศ “ยกเลิกโทษแบน” ของ โฟลาริน บาโลกัน กองหน้าตัวเก่งทีมชาติสหรัฐอเมริกา ชาติเจ้าภาพร่วม ทำให้เขาสามารถลงสนามในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่พบกับ เบลเยียม ได้อย่างหน้าตาเฉย ทั้งๆ ที่เพิ่งโดนใบแดงไล่ออกในเกมกับ บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา

เรื่องนี้สร้างความเดือดดาลให้กับ โธมัส ทูเคิ่ล เฮดโค้ชทีมชาติอังกฤษอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อลูกทีมของเขาอย่าง จาเรลล์ ควอนซาห์ เพิ่งถูกไล่ออกในเกมสุดเดือดที่ชนะเม็กซิโก 3-2 จากการแทรกแซงของ VAR เช่นเดียวกัน

‘จุดเริ่มต้น และ จุดจบ ของเรื่องนี้อยู่ตรงไหน?’

ทูเคิ่ล ออกมาตั้งคำถามตัวโตๆ ถึงกระบวนการทางวินัยของฟีฟ่าที่ดูเหมือนจะไร้ทิศทางและเต็มไปด้วยความสับสน

“เรื่องนี้มันจะเริ่มตรงไหน และจะไปจบลงที่ตรงไหน?” ทูเคิ่ล กล่าวด้วยความผิดหวัง “เราสามารถกลับคำตัดสินได้ หรือไม่ได้? สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

“คำถามของผมคือ เราจะขีดเส้นแบ่งความยุติธรรมไว้ตรงไหน? ผมไม่มีคำตอบให้เรื่องนี้เลย ถ้าฟีฟ่าทำแบบนี้ได้ งั้นเราสามารถอุทธรณ์ใบเหลืองที่ไม่สมควรเป็นใบเหลืองได้ไหม? สรุปแล้วฝรั่งเศสจะได้สิทธิ์ยกเลิกใบเหลืองของ ไมเคิ่ล โอลิเซ่ หรือเปล่า? ใครเป็นคนตัดสินใจพลิกคำตัดสินนี้ และใช้เหตุผลอะไรมารองรับ?”

ตามกฎของทัวร์นาเมนต์ระบุชัดเจนว่า นักเตะที่โดนใบแดงจะต้องถูกแบนโดยอัตโนมัติในนัดถัดไป ซึ่งในฟุตบอลโลกครั้งนี้ มีนักเตะโดนใบแดงไปแล้วถึง 13 คน (รวมถึงควอนซาห์) และ ทั้ง 12 คนก่อนหน้านี้ล้วนต้องรับโทษแบนตามปกติ มีเพียง บาโลกัน คนเดียวเท่านั้นที่ได้รับอภิสิทธิ์ โดยฟีฟ่าอ้างสิทธิ์ตามมาตราหนึ่งในประมวลระเบียบวินัยที่อนุญาตให้ “ระงับการบังคับใช้บทลงโทษได้” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในฟุตบอลโลกยุคปัจจุบัน

‘สายตรง’ จากทำเนียบขาว สู่ห้องประชุมฟีฟ่า?

เบื้องหลังการตัดสินใจที่ค้านสายตานี้ สื่อใหญ่อย่าง CBS News รายงานข้อมูลสุดช็อกว่า การยกเลิกโทษแบนของบาโลกัน เกิดขึ้นหลังจากที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ต่อสายตรงพูดคุยกับ จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการใช้ “ภาพช้า” (Slow-motion) ในการพิจารณา VAR

แม้ฟีฟ่าจะยืนยันว่ากระบวนการ VAR ดำเนินไปอย่างถูกต้อง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง

ดาบสองคมของ VAR และความเจ็บปวดของ ‘ควอนซาห์’

ทูเคิ่ล ยอมรับว่าจังหวะของบาโลกันอาจจะไม่ใช่ใบแดงตั้งแต่แรก แต่มื่อ VAR เข้ามาแทรกแซงและผู้ตัดสินชี้ขาดไปแล้ว มันก็ควรเป็นที่สิ้นสุด ซึ่งเขานำกรณีนี้มาเปรียบเทียบกับความโชคร้ายของ จาเรลล์ ควอนซาห์ ลูกทีมของตน

“ในเกมกับเม็กซิโก จังหวะนั้นผู้ตัดสินไม่ได้เป่าฟาวล์ด้วยซ้ำ เขาเห็นว่าเป็นการเข้าสกัดที่หนักแต่ยังปล่อยให้เล่นต่อได้” ทูเคิ่ล อธิบาย

“แต่แล้ว VAR ก็เข้ามาแทรกแซง และเหมือนเช่นเคย พวกเขาตัดสินใจจาก ‘ภาพนิ่ง’ บนหน้าจอ… คุณไม่สามารถตัดสินเกมฟุตบอลที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วด้วยภาพนิ่งภาพเดียวได้ มันเป็นไปไม่ได้เลย และแน่นอนว่ามันส่งผลร้ายต่อเรา จาเรลล์ เสียใจและผิดหวังกับเรื่องนี้มากๆ”

“สำหรับผม แค่นั้นมันไม่เพียงพอที่ VAR จะมากลับคำตัดสินของกรรมการในสนาม แต่โอเค… ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องยอมรับมัน”

บทสัมภาษณ์ของทูเคิ่ล ทิ้งตะกอนความคิดก้อนใหญ่ไว้ให้กับวงการลูกหนัง… ในขณะที่อังกฤษกำลังเตรียมตัวก้าวเดินต่อไปเพื่อดวลกับ นอร์เวย์ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ท่ามกลางสภาพทีมที่บอบช้ำ คำถามที่ว่า “ความศักดิ์สิทธิ์ของกติกาฟุตบอล” ยังคงมีอยู่จริงหรือไม่ จะยังคงเป็นเงาตามหลอกหลอนทัวร์นาเมนต์นี้ไปจนวันสุดท้ายอย่างแน่นอน

Facebook
Twitter
LinkedIn
Telegram