‘รอยด่างพร้อยแห่งศรัทธา และอเมริกาที่ถูกโดดเดี่ยว’: เบื้องหลังอำนาจการเมือง คลื่นใต้น้ำฟีฟ่า และจุดจบของพญาอินทรี
ฟุตบอลคือกีฬาที่เชื่อกันว่าสามารถเชื่อมโยงผู้คนและวัฒนธรรมจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน… ทว่าในบางครั้ง กีฬาชนิดเดียวกันนี้ ก็สามารถฉีกทึ้งความเชื่อใจของคนทั้งโลกให้แตกสลายลงได้ในพริบตา
สำหรับ จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของทีมชาติสหรัฐอเมริกาต่อเบลเยียม คงเป็น “ผลลัพธ์ทางการเมือง” ที่เขาปรารถนามากที่สุด เพราะมันช่วยดับไฟบรรลัยกัลป์ที่กำลังลุกลามจากกรณีความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างเขา กับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
กฎกติกาโลก หรือ แค่ของเล่นของ ‘America First’
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกฟุตบอลต้องตกตะลึงเมื่อ ฟีฟ่า ประกาศระงับโทษแบนของ โฟลาริน บาโลกัน ดาวยิงสหรัฐฯ ทั้งที่เขาเพิ่งโดนใบแดงโดยตรง ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมด้วยทีมงานจากทำเนียบขาว ได้ก้าวเข้ามาแทรกแซงและกดดันฟีฟ่าเพื่อผลประโยชน์ของชาติเจ้าภาพ
นี่คือการสะท้อนปรัชญา “America First” อันชัดเจนของทรัมป์ ที่มองว่ากฎระเบียบสากลใดๆ ก็ตาม สามารถถูกปัดเป่าทิ้งได้เสมอ หากมันขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ทรัมป์ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานในห้องทำงานรูปไข่ว่า เขาเป็นคนโทรหาอินฟานติโน่เองเพื่อขอให้ทบทวนคำตัดสิน โดยอ้างว่าหากนักเตะที่ดีที่สุดไม่ได้ลงเล่น มันจะเป็น “รอยด่างพร้อย” ของฟุตบอลโลก
แต่สิ่งที่ทรัมป์มองว่าเป็นรอยด่างพร้อย กลับกลายเป็นการเอามีดกรีดลงบน “ความศักดิ์สิทธิ์ของกติกาฟุตบอล” ในสายตาของคนทั้งโลก
คลื่นความโกรธแค้นจากยุโรป และการต่อสู้บนผืนหญ้า
ทันทีที่ฟีฟ่ากลับคำตัดสิน พายุความโกรธแค้นจากฝั่งยุโรปก็โหมกระหน่ำ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (UEFA) ประณามว่านี่คือการ “ล้ำเส้น” ในขณะที่สมาคมฟุตบอลของสวิตเซอร์แลนด์, นอร์เวย์, เยอรมนี และอิตาลี ต่างดาหน้าออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และการแทรกแซงทางการเมืองในวงการกีฬา
แม้แต่ พาสคาล ฟาน ดัมม์ ประธานสมาคมฟุตบอลเบลเยียม ที่นั่งเคียงข้างอินฟานติโน่บนอัฒจันทร์ในวันแข่งขัน ก็เคยพิจารณาถึงขั้นจะนำเรื่องนี้ขึ้นศาลกีฬาโลก (CAS) ทว่าท้ายที่สุด เบลเยียมเลือกวิธีที่เด็ดขาดและเจ็บปวดที่สุด นั่นคือการเก็บความแค้นทั้งหมดไประเบิดใส่สหรัฐอเมริกาบนผืนหญ้า
ผลลัพธ์คือ ชัยชนะ 4-1 ของทัพปีศาจแดงแห่งยุโรป… ซึ่งชัยชนะครั้งนี้ เปรียบเสมือนผ้าห่มผืนใหญ่ที่ถูกโยนลงมาดับไฟให้กับอินฟานติโน่ ลองจินตนาการดูว่า หากสหรัฐฯ เป็นฝ่ายชนะ และบาโลกันเป็นคนทำประตูสำคัญ วิกฤตศรัทธาต่อฟีฟ่าจะระเบิดรุนแรงขนาดไหนในรอบ 8 ทีมสุดท้าย
รอยแผลที่ไม่มีวันลบเลือน
แม้วิกฤตเฉพาะหน้าจะผ่านพ้นไป แต่ “รอยด่างพร้อย” ครั้งนี้จะติดตัวฟีฟ่าและฟุตบอลโลก 2026 ไปตลอดกาล การที่ฟีฟ่ายอมลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎกติกาบนสนาม เพียงเพื่อเอาใจผู้นำทางการเมือง ถือเป็นการล้ำเส้นในพื้นที่ที่แฟนบอลเชื่อมั่นว่า “บริสุทธิ์ที่สุด”
ระหว่างทางเดินไปสนามแข่งขันในวันนั้น มีแฟนบอลอเมริกันคนหนึ่งสวมเสื้อยืดที่สกรีนข้อความว่า “USA vs Everybody” (สหรัฐอเมริกา ปะทะ คนทั้งโลก)…
ในค่ำคืนที่พญาอินทรีต้องร่วงหล่น ข้อความบนเสื้อตัวนั้น ดูเหมือนจะเป็นคำอธิบายที่สมบูรณ์แบบที่สุด สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในทัวร์นาเมนต์นี้.


