‘ศาสตร์มืด หรือ การดิ้นรนเพื่ออยู่รอด?’: บทสรุปแท็กติก ‘ปารากวัย’ ในเกมพ่าย ‘ฝรั่งเศส’ ที่โลกต้องถกเถียง
ในโลกของฟุตบอล ชัยชนะคือสิ่งที่หอมหวานที่สุด แต่ “วิธีการ” ที่ได้มันมา มักจะทิ้งร่องรอยของคำถามไว้ในใจคนดูเสมอ…
ค่ำคืนที่ฟิลาเดลเฟีย ทัพ “ตราไก่” ทีมชาติฝรั่งเศส เฉือนเอาชนะ ทีมชาติปารากวัย ไปได้ 1-0 จากจุดโทษของ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ทะลุเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ทว่าหลังจบเกม สิ่งที่ทุกคนพูดถึงกลับไม่ใช่ความเฉียบขาดของดาวยิงเลือดน้ำหอม แต่เป็น “แท็กติก” ของปารากวัยที่เต็มไปด้วยลูกตุกติก การยั่วยุ และการเล่นนอกเกม
“ฟุตบอลเป็นผู้ชนะในวันนี้… ผมไม่อยากพูดถึงปารากวัยเลย” เธียร์รี่ อองรี ตำนานกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสกล่าวผ่านจอโทรทัศน์ด้วยความเหนื่อยหน่าย
นี่คือความน่าละอายแห่งโลกลูกหนัง? หรือแท้จริงแล้วมันคือวิธีเดียวที่ชาติเล็กๆ จะต่อกรกับยักษ์ใหญ่ได้? นักวิจารณ์จาก The Athletic ได้แบ่งมุมมองต่อเรื่องนี้ออกเป็นสองด้านที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
มุมมองที่ 1: ความน่าละอาย และ ‘แอนตี้-ฟุตบอล’
หากเรามองหา “ความสง่างามของผู้แพ้” ปารากวัยในเกมนี้สอบตกอย่างสิ้นเชิง
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับม้ามืดอย่าง เคปเวิร์ด ที่สู้กับอาร์เจนตินาได้อย่างสมศักดิ์ศรีด้วยการเล่นฟุตบอลจริงๆ ปารากวัยกลับเลือกใช้ “ศาสตร์มืด” (Shithousery) อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการพุ่งล้มแกล้งเจ็บ การถ่วงเวลา การพูดจายั่วยุคู่แข่ง และการท้าทายอำนาจผู้ตัดสิน
ภาพที่ กุสตาโว่ เวลาสเกซ แอบใช้สตั๊ดขูดทำลายจุดโทษก่อนเอ็มบัปเป้จะยิง หรือการที่ มาติอัส กาลาร์ซ่า แอบแถมใส่เอ็มบัปเป้นอกเกม ก่อนจะพุ่งล้มดีดดิ้นราวกับปลาขาดน้ำในเวลาต่อมาจน ไมเคิ่ล โอลิเซ่ ต้องโดนใบเหลือง… ล้วนเป็นภาพที่บาดตาคนรักฟุตบอล
สิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุดคือ ผู้ตัดสิน อิลกิซ ตานตาเชฟ ปล่อยให้ปารากวัยรอดพ้นจากการโดนใบเหลืองในช่วงเวลาปกติไปได้อย่างไร ในขณะที่ฝรั่งเศสกลับโดนไปถึง 3 ใบ นี่คือการเล่นเพื่อ “ไม่ยอมแพ้ด้วยทุกวิถีทาง” ที่ทำลายความสวยงามของกีฬาไปจนหมดสิ้น
มุมมองที่ 2: วินัยเกมรับ และ ‘วิธีเดียว’ ที่จะต่อกรได้
ทว่าในอีกมุมหนึ่ง หากเราละทิ้งอคติเรื่องลูกตุกติกออกไป สิ่งที่ปารากวัยทำในแง่ของ “วินัยเกมรับ” นั้นถือว่าน่าทึ่งและน่ายกย่อง
- ความต่างของมูลค่า: ขุมกำลัง 11 ตัวจริงของฝรั่งเศส มีมูลค่าสูงกว่าปารากวัยเกือบ 9 เท่า
- การอุดช่องโหว่: ปารากวัยยืนหยัดด้วยระบบ 5-4-1 อย่างอดทนและมีสมาธิ พวกเขาบีบให้ทีมที่ยิงไปแล้ว 13 ประตูใน 4 นัดก่อนหน้านี้ ต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะมีโอกาสยิงตรงกรอบครั้งแรก
ปารากวัยรู้ดีว่า หากพวกเขาเปิดหน้าแลกหรือพยายามต่อบอลสู้กับทีมตราไก่ พวกเขาจะถูกความเร็วของ เอ็มบัปเป้, เดมเบเล่ และ โอลิเซ่ ฉีกกระชากจนเละเทะ พวกเขาไม่มีตัวรุกที่ลากเลื้อยทะลุทะลวงเหมือนชาติอื่น สิ่งที่พวกเขามีคือ “ความอึด ความแข็งแกร่ง และกองหลังที่กัดไม่ปล่อย”
พวกเขาเล่นตามจุดแข็งของตัวเอง เพื่อลากเกมไปสู่การดวลจุดโทษ แม้มันจะไม่สวยงาม แต่มันคือ “การรีดเค้นทุกความได้เปรียบ” ภายใต้ขอบเขตที่ผู้ตัดสิน(ที่หย่อนยาน)ในวันนั้นจะอนุญาตให้ทำได้
กระจกสะท้อนโลกของฟุตบอล
ในโลกแห่งความเป็นจริง ฟุตบอลไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป… สำหรับแฟนบอลทั่วไป แท็กติกของปารากวัยอาจเป็นสิ่งที่น่าหงุดหงิดและไม่น่าจดจำ แต่สำหรับนักเตะที่สวมเสื้อทีมชาติปารากวัย พวกเขาทุ่มเทหยาดเหงื่อและทำทุกอย่างเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ เพื่อปกป้องความหวังของคนทั้งประเทศ
ท้ายที่สุด แม้ศาสตร์มืดจะไม่สามารถพิทักษ์ชัยชนะไว้ได้ แต่อย่างน้อย ปารากวัยก็ได้แสดงให้โลกเห็นว่า แม้จะเสียเปรียบทุกประตู… พวกเขาก็จะไม่ยอมล้มลงไปให้ใครเหยียบย่ำได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน


