กุนซือฝรั่งเศสไม่พอใจการตัดสินหลังทีมแพ้สเปน 0-2 ตกรอบรองชนะเลิศ โดยเฉพาะจุดโทษเปิดเกม แต่ยอมรับว่าทีมเล่นไม่ถึงระดับ ปิดฉากตำนานการคุมทีมชาติที่ยาวนาน 14 ปีอย่างขมขื่น
ฝรั่งเศสที่ครองฟอร์มโดดเด่นตลอดฟุตบอลโลก 2026 ต้องมาชนกำแพงในศึกรอบรองชนะเลิศ หลังพ่ายสเปน 0-2 ที่สนาม Dallas Stadium เมืองอาร์ลิงตัน เมื่อวันอังคาร โดยแนวรับอันเหนียวแน่นของสเปนที่เสียเพียงประตูเดียวใน 7 นัดของฟุตบอลโลก สามารถล็อกดาวเด่นอย่าง คีเลียน เอ็มบัปเป้ และ อุสมาน เดมเบเล่ ได้อยู่หมัด พร้อมยิงประตูในแต่ละครึ่งเข้าชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์
จุดโทษที่จุดชนวนความไม่พอใจ
ประตูแรกของสเปนมาจากจุดโทษที่เป็นข้อถกเถียงในนาทีที่ 22 เมื่อ ลูกัส ดีញ กองหลังฝรั่งเศส พยายามเคลียร์บอลที่ลอยมาผิดจังหวะบริเวณหน้าประตูตัวเอง หลังจากใช้อกรับบอล เขาหมุนตัว 180 องศาและพยายามเตะบอลออกไปด้านหน้า แต่ ลามีน ยามาล วิ่งพุ่งเข้ามาจากมุมอับสายตาของดีញ ทำให้ดีញเตะเข้าที่ลำตัวของปีกสเปนแทน การปะทะเกิดขึ้นในกรอบเขตโทษ และ อิวาน บาร์ตัน ผู้ตัดสินชาวเอลซัลวาดอร์ ชี้จุดโทษทันที ก่อน มิเกล โอยาร์ซาบัล จะยิงเข้าอย่างใจเย็น ทำให้ฝรั่งเศสตามหลังเป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลกครั้งนี้
จากนั้นในนาทีที่ 58 เปโดร ปอร์โร ยิงประตูที่สองจากการจ่ายของ ดานี โอลโม ปิดตายเกมให้สเปน
“ถ้าผมพูดอะไร ผมจะดูเหมือนคนแพ้ไม่เป็น”
หลังจบเกม เดส์ชองส์ถูกถามเรื่องการตัดสิน และเขาแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน แม้จะเลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง
“ถ้าผมพูดอะไร ผมจะดูเหมือนคนแพ้ไม่เป็น เพราะเราแพ้” เดส์ชองส์กล่าวกับ beIN Sports “แต่ผมขอถามพวกคุณว่า ผู้ตัดสินคนนี้มีระดับพอที่จะทำหน้าที่ในเกมรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกจริงหรือ? มีจุดโทษนั้น แต่ไม่ใช่แค่นั้น มันเป็นเพียงส่วนที่เพิ่มเข้ามาจากทุกอย่าง ผมไม่ได้มีอะไรติดใจผู้ตัดสินคืนนี้ แต่ขอให้พวกคุณลองถามตัวเองด้วยคำถามนี้”
น่าสังเกตว่าแม้บาร์ตันจะไม่ให้ใบเหลืองหลัง ลามีน ยามาล ทำฟาวล์รุนแรงใส่ โรดรี แต่โดยรวมแล้วเขาเป่าฟาวล์ให้สเปนมากกว่าฝรั่งเศส และตามหลักกติกาแล้ว การให้จุดโทษของบาร์ตันถือว่าถูกต้อง เพราะมีการปะทะในกรอบเขตโทษต่อผู้เล่นฝ่ายรุก
ยอมรับว่าสเปนเหนือกว่า
แม้จะไม่พอใจการตัดสิน แต่เดส์ชองส์ก็ยอมรับว่าสเปนเป็นทีมที่เหนือกว่าในคืนนั้น “เพื่อให้มีความหวัง เราต้องเล่นให้ดีที่สุด แต่น่าเสียดายที่เราทำไม่ได้” เขากล่าว “วันนี้สเปนเล่นเกมรับได้ยอดเยี่ยมมาก พวกเขาทิ้งพื้นที่ให้เราน้อยมาก และเพราะเราทำผิดพลาดทางเทคนิค มันจึงยากที่จะสร้างปัญหาให้พวกเขา”
“เมื่อเทียบกับพวกเขา ทั้งในเรื่องการต่อบอลและจังหวะการเล่น พวกเขายอดเยี่ยมในการอ่านเกมและตัดบอล เราหาทางออกไม่เจอ นี่คือระดับสูงสุดจริงๆ แม้มันจะเจ็บปวด ผมไม่อยากลบล้างทุกสิ่งที่เราทำมา แต่ในเกมแบบนี้ กับทีมอย่างสเปน คุณต้องเล่นให้ถึงขีดสุด และฝรั่งเศสทำไม่ได้ในคืนนี้”
ตัวเลขก็สะท้อนความจริง ในจังหวะที่ปอร์โรทำประตู สเปนยิงไปแล้ว 8 ครั้ง เทียบกับฝรั่งเศสเพียง 2 ครั้ง และครองบอลชนะการปะทะถึง 60% ฝรั่งเศสจบเกมด้วยการยิง 10 ครั้ง แต่มีเพียงครั้งเดียวที่อยู่ในระยะ 13 เมตรจากประตู และเข้ากรอบเพียง 3 ครั้ง
จุดจบของยุคเดส์ชองส์
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้ฝรั่งเศสพลาดโอกาสเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกสามสมัยติดต่อกัน ซึ่งมีเพียงเยอรมนีตะวันตก (1982, 1986, 1990) และบราซิล (1994, 1998, 2002) เท่านั้นที่เคยทำได้ อย่างไรก็ตาม นี่ยังเป็นการเข้ารอบรองชนะเลิศสามครั้งติดต่อกันของฝรั่งเศส และนับเป็นความพ่ายแพ้ในเวลาปกติเพียงครั้งที่สองใน 21 นัดหลังสุดของพวกเขาในฟุตบอลโลก
สำหรับเดส์ชองส์ที่คุมทีมชาติฝรั่งเศสมานาน 14 ปีและพาทีมคว้าแชมป์โลกในปี 2018 นี่คือโอกาสสุดท้ายในการคว้าแชมป์โลกอีกสมัย เขาวางแผนจะลงจากตำแหน่งหลังจบทัวร์นาเมนต์ และเกมชิงอันดับสามในวันเสาร์จะเป็นนัดสุดท้ายในการคุมทีม
ที่น่าสนใจคือ แม้จะไม่สามารถทำซ้ำความสำเร็จจากรัสเซีย 2018 ได้ แต่เดส์ชองส์ก็กลายเป็นโค้ชที่คุมทีมในฟุตบอลโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยจำนวน 26 นัด แซงสถิติเดิมของ เฮลมุท เชิน ตำนานกุนซือชาวเยอรมันที่เคยทำไว้ 25 นัด และจะเพิ่มอีกหนึ่งนัดในเกมชิงอันดับสาม
เอ็มบัปเป้ยอมรับตรงๆ
คีเลียน เอ็มบัปเป้ ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับผลงานของฝรั่งเศสว่า “เราไม่รู้วิธีทำร้ายสเปน” ขณะที่กองหลังตัวหลัก วิลเลียม ซาลิบา ต้องออกจากสนามด้วยอาการบาดเจ็บระหว่างเกม
ด้านโค้ชสเปน หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต้ ประกาศอย่างมั่นใจหลังเกมว่าทีมของเขาคือ “ทีมที่ดีที่สุดในโลก” — คำกล่าวที่อย่างน้อยในคืนนั้นก็ยากที่จะโต้แย้ง
สเปนเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่คว้าแชมป์สมัยเดียวในปี 2010 และด้วยดีกรีแชมป์ยูโร 2024 ทัพกระทิงดุกำลังไล่ล่าดาวดวงที่สองบนอกเสื้อ โดยรอลุ้นคู่ชิงจากผู้ชนะระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนตินาของเมสซี่ ในเกมนัดชิงที่นิวเจอร์ซีวันอาทิตย์นี้


