‘บทกวีแห่งความบ้าคลั่ง’: แอลจีเรีย เจ๊าสุดระทึก ออสเตรีย 3-3 กอดคอเข้ารอบ ดับฝันอิหร่าน
ก่อนเกมจะเริ่มต้นขึ้น เงื่อนไขของกลุ่มนี้ดูเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน… ผู้ชนะจะผ่านเข้ารอบไปพบกับ สเปน ผู้แพ้จะต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน แต่ถ้าหากเกมจบลงด้วย “ผลเสมอ” ทั้งแอลจีเรียและออสเตรียจะจูงมือกันเข้ารอบทันที และจะส่งผลให้ อิหร่าน (ที่จบอันดับ 3 ของอีกกลุ่ม) ต้องกระเด็นตกรอบไปอย่างเจ็บปวด
ราล์ฟ รังนิก กุนซือออสเตรีย ประกาศกร้าวว่าทีมของเขาจะไม่เล่นเพื่อผลเสมออย่างแน่นอน… และสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 90 นาทีเศษบนผืนหญ้า ก็ได้พิสูจน์แล้วว่านี่คือหนึ่งในแมตช์ที่บ้าคลั่ง ทรงพลัง และคู่ควรกับการเป็นตำนานของฟุตบอลโลกหนนี้
การแลกหมัด และลูกยิงสุดประหลาด
ออสเตรียเริ่มต้นได้อย่างดุดันตามสไตล์รังนิก และมาได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 28 จากจังหวะที่ ดาวิด อลาบา จ่ายบอลทะลุช่องสุดสวยให้ มาร์โค อาร์เนาโตวิช หลุดเข้าไปซัดไม่พลาด
แต่ก่อนจบครึ่งแรก (นาที 45) แอลจีเรียก็ตามตีเสมอได้สำเร็จจากจังหวะที่แปลกประหลาดที่สุดจังหวะหนึ่งในทัวร์นาเมนต์ บอลกระดอนไปโดนธงเตะมุมจนเปลี่ยนทิศทาง ก่อนที่ ราฟิก เบลกาลี จะสวมบทฮีโร่ เลี้ยงบอลตะลุยฝ่าวงล้อมเข้าไปซัดตุงตาข่าย สกอร์กลับมาเท่ากันที่ 1-1
ครึ่งหลังเปิดฉากมาได้เพียง 10 นาที (นาที 55) ออสเตรียก็ออกนำอีกครั้งเป็น 2-1 จากลูกยิงไกลสุดสวยบริเวณกรอบเขตโทษของ มาร์เซล ซาบิตเซอร์ แต่ทัพจิ้งจอกทะเลทรายก็ไม่ยอมแพ้ ทวงคืนได้อย่างรวดเร็วในอีก 5 นาทีต่อมา จากฝีเท้าของซูเปอร์สตาร์อย่าง ริยาด มาห์เรซ ที่จบสกอร์อย่างเฉียบขาดเป็น 2-2
องก์สุดท้าย: ดราม่าทดเจ็บที่เปลี่ยนชะตา 3 ชาติ
เมื่อเข้าสู่ช่วง 20 นาทีสุดท้าย ทั้งสองทีมเริ่มผ่อนคันเร่งและพอใจกับผลเสมอที่จะพาพวกเขากอดคอกันเข้ารอบ แต่แล้วความสงบก็ถูกทำลายลงในนาทีที่ 90+3 เมื่อ ริยาด มาห์เรซ คนเดิม หลุดเข้าไปยิงประตูให้แอลจีเรียพลิกแซง 3-2!
ประตูนี้แทบจะส่งออสเตรียลงนรก และจุดประกายความหวังให้กับชาวอิหร่านที่เฝ้ารอคอยอย่างมีความหวัง… ทว่า ฟุตบอลมักจะมีบทหักมุมเสมอ ในนาทีที่ 90+6 ช่วงวินาทีสุดท้ายของเกม ซาซ่า คาลัดจ์ซิช กองหน้าร่างยักษ์ของออสเตรีย ก็เทกตัวขึ้นโขกประตูตีเสมอ 3-3 ปลุกชีพทัพออสเตรียให้ฟื้นคืนจากความตาย และดับฝันอิหร่านลงอย่างโหดร้ายและสิ้นเชิง!
สรุปเหตุการณ์สำคัญ
| นาทีที่ | เหตุการณ์สำคัญ | ผู้เล่น / ทีม |
| 28′ | ⚽️ ประตูนำ (0-1) | มาร์โค อาร์เนาโตวิช (ออสเตรีย) |
| 45′ | ⚽️ ประตูตีเสมอ (1-1) | ราฟิก เบลกาลี (แอลจีเรีย) |
| 55′ | ⚽️ ประตูนำ (1-2) | มาร์เซล ซาบิตเซอร์ (ออสเตรีย) |
| 60′ | ⚽️ ประตูตีเสมอ (2-2) | ริยาด มาห์เรซ (แอลจีเรีย) |
| 90+3′ | ⚽️ ประตูแซงนำ (3-2) | ริยาด มาห์เรซ (แอลจีเรีย) |
| 90+6′ | ⚽️ ประตูตีเสมอ (3-3) | ซาซ่า คาลัดจ์ซิช (ออสเตรีย) |
เมื่อฝุ่นควันจางลง ผลเสมอสุดระทึก 3-3 ส่งผลให้ทั้ง แอลจีเรีย และ ออสเตรีย จับมือกันเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายต่อไป โดย แอลจีเรีย จะเดินทางไปพบกับ สวิตเซอร์แลนด์ ที่แวนคูเวอร์ ขณะที่ ออสเตรีย จะโคจรไปพบกับของแข็งอย่าง สเปน ที่ลอสแอนเจลิส
นี่คือเสน่ห์อันโหดร้ายและงดงามของฟุตบอล ที่น้ำตาของชาติหนึ่ง มักจะเป็นรอยยิ้มของอีกชาติหนึ่งเสมอ



