‘รอยแค้นที่ต้องชำระ’: ย้อนตำนาน ‘เดวิด เบ็คแฮม’ สังหารจุดโทษดับอาร์เจนตินา ล้างฝันร้ายในฟุตบอลโลก 2002
ในช่วงปลายปี 2001 ในขณะที่ภาพยนตร์แนวปล้นระทึกขวัญอย่าง Ocean’s Eleven กำลังทุบสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศ โลกฟุตบอลก็กำลังจะได้เห็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แนว “ล้างแค้น” ที่มีกำหนดฉายบนผืนหญ้าเช่นกัน โดยมีนักเตะซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งของโลกในเวลานั้นอย่าง เดวิด เบ็คแฮม รับบทนำ
เรื่องราวไม่ได้เกิดขึ้นในกาสิโนหรู แต่เป็นที่สนามซัปโปโร โดม ประเทศญี่ปุ่น นี่คือแมตช์ที่คนทั้งโลกรอคอยระหว่าง ทีมชาติอังกฤษ และ ทีมชาติอาร์เจนตินา ในศึกฟุตบอลโลก 2002
ฝันร้ายที่ แซงต์-เอเตียน ปี 1998
หากจะเข้าใจความยิ่งใหญ่ของเกมนี้ ต้องย้อนกลับไปในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส เดวิด เบ็คแฮม ถูก ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ เข้าปะทะจนล้มลง ด้วยความหงุดหงิด เบ็คแฮมตวัดขาไปเตะน่องของมิดฟิลด์อาร์เจนไตน์ ซิเมโอเน่ล้มลงราวกับโดนหมัดฮุกของยอดนักมวย ก่อนจะลุกขึ้นมาประท้วงผู้ตัดสินจนเบ็คแฮมโดน ใบแดง ไล่ออกจากสนาม
อังกฤษแพ้จุดโทษตกรอบ และเบ็คแฮมกลายเป็น “แพะรับบาป” ของคนทั้งชาติ เขาถูกสื่ออังกฤษโจมตีอย่างหนัก ถึงขั้นมีสื่อนำหน้าเขาไปทำเป็นเป้าปาเป้า และได้รับจดหมายขู่ฆ่า
“ผมสั่นไปหมดจนคุมตัวเองไม่ได้ ผมร้องไห้เหมือนเด็กซบไหล่พ่อ… มันเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ผมทำพลาด แต่ปฏิกิริยาตอบกลับมามันโหดร้ายเหลือเกิน” เบ็คแฮม รำลึกถึงช่วงเวลาอันมืดมิด
บททดสอบก่อนการล้างแค้น
เบ็คแฮมต้องรอถึง 4 ปีเต็มเพื่อโอกาสในการล้างแค้น แต่แล้วฝันร้ายก็เกือบมาเยือนซ้ำสอง เพียง 7 สัปดาห์ก่อนฟุตบอลโลก 2002 จะเริ่มขึ้น เขาโดน อัลโด้ ดุสเชอร์ กองกลางชาวอาร์เจนตินา (ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้!) ของเดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า เสียบสกัดอย่างรุนแรงจนกระดูกฝ่าเท้าแตก สื่ออาร์เจนตินาพาดหัวยกย่องดุสเชอร์เป็นฮีโร่ของชาติ ในขณะที่สื่ออังกฤษพาดหัวว่านี่คือ ‘ฝันร้ายที่สุดของเรา’
แต่ สเวน-โกรัน อีริคส์สัน กุนซือทีมชาติอังกฤษ ตัดสินใจเดิมพันหนีบเบ็คแฮมที่เพิ่งหายเจ็บและไม่ได้ลงเล่นเกมทางการเกือบ 2 เดือนเต็ม ไปลุยเอเชียด้วย
วินาทีปลดแอกที่ ซัปโปโร โดม
แมตช์นี้มีความหมายมหาศาล อาร์เจนตินาคือเต็งหนึ่งของทัวร์นาเมนต์ ไร้พ่ายมา 18 นัดติด และอังกฤษไม่เคยเอาชนะทัพฟ้าขาวได้เลยนับตั้งแต่ปี 1980
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นช่วงก่อนหมดครึ่งแรก เมื่อ ไมเคิล โอเว่น ถูกทำฟาวล์ในเขตโทษ ปิแอร์ลุยจิ คอลลิน่า ผู้ตัดสินคนดังชี้เป็นจุดโทษทันที
“บอกตามตรง พอเสียงนกหวีดดังขึ้น ผมคิดในใจเลยว่า ‘โอ้ พระเจ้า’ ผมรู้ว่าความกดดันมันมหาศาลแค่ไหน จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นและสิ่งที่เรากำลังเดิมพันอยู่” เบ็คแฮม ยอมรับ
ซิเมโอเน่ พยายามเดินเข้ามาจับมือเพื่อก่อกวนสมาธิ แต่เบ็คแฮมเมินหน้าหนี เขาหยิบบอลไปตั้งที่จุด ท่ามกลางเสียงโห่ร้องกดดันจากแฟนบอลอาร์เจนตินาที่อยู่หลังประตู
“ผมไม่เคยประหม่าเวลาเตะจุดโทษนะ แต่ครั้งนี้ผมเป็น… มีช่วงหนึ่งที่ผมแทบจะหยุดหายใจไปเลย”
เมื่อสัญญาณดังขึ้น เบ็คแฮมวิ่งเข้าหาบอล และเลือกที่จะซัดเต็มแรงอัดเข้ากลางประตู พาโบล กาบาเยโร่ นายทวารอาร์เจนตินาพุ่งผิดทาง บอลพุ่งตุงตาข่ายอย่างเด็ดขาด! อังกฤษรักษาสกอร์ 1-0 ไว้ได้จนจบเกม ส่งผลให้เต็งแชมป์อย่างอาร์เจนตินาต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม
นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะของทีมชาติอังกฤษ แต่มันคือการปลดปล่อยอารมณ์ที่ถูกอัดอั้นมานานถึง 4 ปีเต็มของชายที่ชื่อ เดวิด เบ็คแฮม ภาพที่เขาวิ่งไปคำรามใส่หน้ากล้องทีวี พร้อมกระชากเสื้อด้วยความสะใจ คือบทสรุปของภาพยนตร์ล้างแค้นที่สมบูรณ์แบบที่สุด
อย่างที่เขาว่ากันไว้ว่า… “การล้างแค้น คืออาหารที่รสชาติดีที่สุด เมื่อเสิร์ฟแบบเย็นชา” (Revenge is a dish best served cold)


