‘วันธรรมดาที่แสนพิเศษ’: ถอดความรู้สึก ฟิลิปป์ ลาห์ม กับเบื้องหลังนัดชิงฟุตบอลโลก 2014 ที่คุณอาจไม่เคยรู้
เมื่อพูดถึงวันแข่งขันนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก แฟนบอลอย่างเรามักจินตนาการถึงบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความกดดันที่บีบคั้นหัวใจ หรือแม้กระทั่งการปลุกใจที่ฮึกเหิมราวกับฉากในภาพยนตร์
แต่สำหรับ ฟิลิปป์ ลาห์ม กัปตันทีมผู้ชูถ้วยแชมป์โลกให้กับทีมชาติเยอรมนีในปี 2014 ท่ามกลางสังเวียนมาราคาน่า ประเทศบราซิล… วันนั้นกลับเป็นวันที่แสนจะ “ธรรมดา” อย่างเหลือเชื่อ และความธรรมดานั่นเอง คือกุญแจสำคัญที่นำพาขุนพลอินทรีเหล็กไปสู่จุดสูงสุด
กิจวัตรประจำวัน คือ ‘ความอุ่นใจ’ ที่ดีที่สุด
มีความเชื่อผิดๆ ว่าในวันชิงชนะเลิศ โทรศัพท์ของนักเตะจะดังไม่หยุด แต่ลาห์มเปิดเผยว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เพื่อนฝูงไม่มีใครส่งข้อความมาบอกว่า “เฮ้ วันนี้ชิงบอลโลกนะ!” เพราะทุกคนรู้ดีว่านักเตะต้องการสมาธิ สิ่งเดียวที่เหมือนเดิมคือ ข้อความอวยพรจากคุณแม่ของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่แม่ทำมาตลอดตั้งแต่เขาเล่นในบุนเดสลีกา
“สิ่งที่จะช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจคุณได้ดีที่สุดคือกิจวัตรประจำวัน” ลาห์มกล่าว “หลังจากรับใช้ชาติมา 112 นัด และผ่านเกมแชมเปี้ยนส์ลีกมานับไม่ถ้วน ผมไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรเลยในนัดที่ 113 ของผม”
พวกเขาตื่นนอน ทานอาหารเช้า ยืดเส้นยืดสาย และทานอาหารกลางวันก่อนแข่ง 3 ชั่วโมง ทุกอย่างดำเนินไปตามจังหวะเดิม สิ่งเดียวที่รบกวนจิตใจคือ “เวลาที่เดินช้าเหลือเกิน” เพราะพวกเขาแทบจะอดใจรอลงไปเตะฟุตบอลไม่ไหวแล้ว
ห้องแต่งตัวที่ไร้ ‘สุนทรพจน์ฮอลลีวูด’
บนรถบัสที่มุ่งหน้าสู่สนามมาราคาน่า บรรยากาศเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและสงบนิ่ง ลาห์มมองออกไปนอกหน้าต่างและมีความเชื่อลึกๆ ในใจว่า “เราจะเป็นแชมป์โลก”
ความมั่นใจนี้ไม่ได้มาจากความเย่อหยิ่ง แต่มันมาจากความเชื่อใจในเพื่อนร่วมทีมอย่าง มานูเอล นอยเออร์, เจอโรม บัวเต็ง, บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, โธมัส มุลเลอร์ และ เมซุต โอซิล ซึ่งทุกคนผ่านเกมระดับสูงมาอย่างโชกโชน
และเมื่อถึงห้องแต่งตัว มันก็ไม่ได้มีฉากการเปิดเพลงเร้าใจ หรือสุนทรพจน์ปลุกใจจนน้ำตาไหลแบบในหนัง “คุณแค่อยากรักษาทุกสิ่งทุกอย่างที่พาคุณมาถึงจุดนี้เอาไว้ให้เหมือนเดิมที่สุด” ลาห์ม เล่าถึงช่วงเวลาที่เขาตัดสินใจเงียบๆ ไว้แล้วว่า นี่จะเป็นทัวร์นาเมนต์สุดท้ายในนามทีมชาติของเขา
การตัดสินใจที่เฉียบขาดก่อนคิกออฟ
ความตื่นเต้นเดียวที่เกิดขึ้นก่อนเกม คือตอนวอร์มอัพเมื่อ ซามี เคดิร่า มีอาการบาดเจ็บและเล่นต่อไม่ไหว โยอาคิม เลิฟ บอสใหญ่ของทีม เดินเข้ามาปรึกษาลาห์มและชไวน์สไตเกอร์ ว่าลาห์มอยากจะหุบเข้ามาเล่นกองกลางตัวรับ (เบอร์ 6) แทนหรือไม่?
ด้วยวิสัยทัศน์ของกัปตัน ลาห์มตอบกลับทันทีว่า “ไม่”
“เราไม่ควรเปลี่ยนอะไรมากเกินไป แค่เปลี่ยนตัวแบบตำแหน่งต่อตำแหน่งก็พอ” ลาห์มอธิบาย การส่ง คริสตอฟ คราเมอร์ ลงมาแทน และให้ตัวเองยืนแบ็กขวาตามเดิม ทำให้โครงสร้างของทีมที่กำลังลงตัว ไม่ต้องถูกรื้อใหม่ในช่วงครึ่งชั่วโมงก่อนลงสนาม
บทสรุปของการรอคอย และการเยียวยาบาดแผล
เมื่อเสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้น ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่โหมดปกติ ไม่มีเสียงตะโกนในหัวว่านี่คือนัดชิงบอลโลก มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะชนะการดวลแบบตัวต่อตัว และช่วยทีมเก็บคลีนชีตให้ได้
จนกระทั่งวินาทีที่ มาริโอ เกิทเซ่ ทำประตูชัย และเสียงนกหวีดหมดเวลาดังขึ้น…
“ตอนที่ถ้วยแชมป์โลกถูกส่งมาถึงมือผม ผมไม่ได้คิดเลยว่ามีคนดูอยู่กี่ล้านคน หรือเหตุการณ์นี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน” ลาห์ม เผยความรู้สึกอันลึกซึ้ง
“ผมคิดถึงแค่เส้นทางทั้งหมดที่พาผมมาถึงจุดนี้ ย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนเป็นเด็กในอคาเดมี่ของบาเยิร์น มิวนิค… และผมยังคิดถึงความเจ็บปวดที่เราทนทุกข์มาด้วยกัน”
เยอรมนีชุดนั้นต้องผ่านความบอบช้ำมานับไม่ถ้วน ทั้งการแพ้อิตาลีในปี 2006, แพ้สเปนในปี 2008 และ 2010 รวมถึงการพ่ายอิตาลีอีกครั้งในยูโร 2012 มันคือช่วงเวลาที่มืดมนจนพวกเขาเคยถูกตั้งคำถามว่า นี่คือเจเนอเรชั่นที่ “ดีไม่พอจะเป็นแชมป์” หรือเปล่า?
“แต่แล้วในที่สุด คุณก็ได้ยืนอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางเพื่อนร่วมทีมที่ร่วมสุขร่วมทุกข์กันมา ในวินาทีนั้นคุณจะคิดแค่ว่า… ในที่สุด มันก็เป็นของเราเสียที”
“คุณคือแชมป์โลก.”



